Friday, December 25, 2009

มันน่าเกลียด

หลายปีมานี้ผมเปลี่ยนไปเยอะ

ทั้งทางรูปลักษณ์ และทางความคิด

มีวันหนึ่ง(เร็ว ๆ นี้) ผมได้นั่งรถไฟใต้ดินในช่วงเวลาที่คนไม่เยอะ ผมก็เลยเลือกที่จะนั่ง แล้วก็เอาหนังสือออกมาอ่าน เพราะว่าระยะทางใกลพอสมควร
และแล้ว รถไฟก็มาจอดที่สถานีนึง มีเด็กนักเรียนกับผู้ปกครองขึ้นมาเยอะมาก
จากนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่ง ลุกยืนให้คุณตาคนหนึ่งนั่ง แต่คุณตายังแข็งแรงอยู่ เลยบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวก็ลงแล้ว
ชายคนนั้นเลยบอกว่า "ไม่ได้ มันน่าเกลียด"
สะอึกครับ เพราะว่าผมนั่งอ่านหนังสือเฉย ๆ เลย แล้วดันมาพูดคำ ๆ นั้นในขณะที่ยืนอยู่ตรงหน้าผม(ที่นั่งอยู่) พอดี(เค้าคงไม่ได้ตั้งใจละมั้ง)
ผมได้แต่อมยิ้มแล้วก็นั่งอ่านหนังสือต่อไป

เคยมีวันหนึ่ง(เหตุการณ์ในปีนี้) ผมได้นั่งรถโดยสารยี่สิบหน้าต่าง เพื่อไปเที่ยวที่หัวหิน โดนหลอกโดยคนขายตั๋วว่ารถคันนี้ไม่มีการจอดรับ "วิ่งรวดเดียวถึงเลย"
มันจอดรับทุกคนครับ
และในที่สุดที่นั่งในรถก็เต็ม
เมื่อถึงจุดจอดแห่งหนึ่งก็มีผู้หญิงรูปร่างอ้วนท้วนขึ้นมาบนรถแล้วก็มายืนอยู่ข้าง ๆ ผม(ที่นั่งอยู่)
เมื่อผมใช้สมองคำนวนแล้ว เหลือระยะทางอีกประมาณสามชั่วโมงก็จะถึงที่หมาย น่าจะพอทนได้ เลยตัดสินใจลุกให้ผู้หญิงคนนั้นนั่ง เพราะเข้าใจคนอ้วนด้วยกันว่ายืนนาน ๆ แล้วมันจะเจ็บเท้าแค่ใหน
กว่าจะถึงใช้เวลาเพิ่มไปอีกเกือบสองชั่วโมง โดยที่รถก็ยังคงจอดรับคนทุกคน(ใจดีจริง ๆ)
แต่ว่าการไปเที่ยวครั้งนั้นก็จัดว่าเป็นทริปที่ประทับใจมาก ๆ ครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

เคยมีวันหนึ่ง(เมื่อสี่ถึงห้าปีที่แล้ว) ผมได้นั่งรถโดยสารกลับบ้านที่เพชรบูรณ์(ปรับอากาศ ป.2)
รถคันนี้ก็ใจดี จึงจอดรับคนเรื่อย ๆ
มีนางพยาบาลขึ้นมาบนรถ ด้วยความที่ยังหนุ่มยังแน่นและน้ำหนักยังไม่มากเหมือนตอนนี้(ตอนน้ันหนักราว ๆ 70 kg ตอนนี้หนัก 105 kg)
ลุกให้เค้านั่งเลยครับ เค้าก็ปฏิเสธ ว่าไม่เป็นไร แต่ผมบอกไปว่าเดี๋ยวค่อยเปลี่ยนกันก็ได้
แต่ว่าผมก็ได้ยืนมองเค้าหลับจนถึงสถานีปลายทาง เป็นเวลาสี่ชั่วโมง

ความจริงเรื่องการสละที่นั้งให้กับ "เด็ก สตรี(สำหรับผมแล้วทั้งที่มีครรภ์ และไม่มีครรภ์) และคนชรา" นั้น เป็นการกระทำเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงโลกได้หรอก

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าการทำแบบนี้จะเปลี่ยนแปลงโลกได้รึเปล่า

ปัญหามันอยู่ที่ว่า "ตอนนี้ผมเปลี่ยนไปรึเปล่า"

Monday, December 21, 2009

พิธีรับประราชทานปริญญาบัตร

จบไปแล้วกับสัปดาห์แห่งการกลับไปสู่ถิ่นเดิมของผม อดีตนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ถิ่นที่ผมเคยเดินไปใหนมาใหนอย่างภาคภูมิ ถิ่นที่ยังคงเหมือนเป็นบ้านหลังที่สาม หรือที่สี่ (อันนี้ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าหลังใหนจะนับเป็นบ้านที่แท้จริง เพราะว่าเปลี่ยนมาเยอะเหลือเกิน)
รู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เพียงแต่ว่าเพื่อน ๆ อยู่กันไม่ครบ และเวลาเข้าร้านเหล้า ไม่สามารถเดินไปชนแก้วกับโต๊ะข้าง ๆ ได้เหมือนเมื่อก่อน(ทะลึ่งไปรับช้าเอง)

เป็นสัปดาห์ที่เหนื่อยเหมือนกัน ตารางเวลาจะเป็นแปดโมงเช้า ไปซ้อมรับปริญญา จนถึงหนึ่งทุ่มก็ไปนั่งก่งก๊ง กับเพื่อน ๆ กว่าจะได้นอนก็ตีสองตีสาม(เป็นเวลาสามวันติด ๆ)
อยากจะหลับตอนที่ซ้อมก็หลับไม่ลง เพราะว่าที่นั่งทรมานมากมาย หลังก็ยังปวดอยู่ ได้นั่งงอหลังทั้งวันแบบนี้ไม่ค่อยดีแน่

"ได้เจอคนที่อยากจะเจออีกซักครั้ง(ครั้งสุดท้ายก็ยังดี) อยากจะเข้าไปคุย อยากจะทำอะไรในสิ่งที่เราไม่ได้ทำตอนที่เราเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ก็ได้เพียงแค่เดินสวนกัน เค้ามองไม่เห็นเราด้วยซ้ำ"

ในวันรับจริง ผมมีความคิดว่า น่าจะรู้สึกแบบว่า "ขนลุก"
ในวินาทีที่ยื่นมือออกไปพระราชทานรับปริญญาบัตร มีแต่ความคิดที่ว่าอย่าลืมเอางาน ต้องเดินถอยหลังให้เร็ว ถอยเสร็จแล้วอย่าลืมทำความเคารพ ต้องหมุนตัวไปทางใหน
สุดท้ายก็ลงมาจากเวทีได้โดยสวัสดิภาพ และอย่าลืมแนบปริญญาบัตรไว้กับตัวด้วย
เมื่อเสร็จสิ้นพิธี ทุกคนที่นั่งรอเวลาปล่อยตัวอยู่ก็ตะโกนดีใจกันถ้วนหน้า
ผมเชื่อเลยว่า เป็นความดีใจที่จะได้กลับซักที

คืนหนึ่งในตอนที่นั่งดื่มกัน หลังจากรับจริงไปแล้ว เพื่อน(ที่รับไปเมื่อปีที่แล้ว)ทิ้งท้ายด้วยคำถามที่ว่า รู้สึกภูมิใจรึเปล่าวะ??
สำหรับผมคงมีเพียงคำตอบเดียวสำหรับคำถามนี้ คือ ไม่ว่ะ
ใช่ ถูกต้อง ไม่มีเลยจริง ๆ ไม่เหลือเลยจริง ๆ เทียบไม่ได้กับตอนที่สอบเข้ามาเรียนเลย

แสดงว่าเราใช้เวลาในการอยู่ในมหาวิทยาลัยไม่ถูกต้องแน่ ๆ เพราะว่าเราไม่ได้ภูมิใจในสิ่งที่ผ่านมาเลยสักนิด
อีกหนึ่งเหตุผลที่ตอกย้ำว่าเราใช้เวลาผ่านเลยไปสี่ปีเต็ม ๆ อย่างไม่ค่อยจะมีความหมายคือ เราจำรายละเอียดปลีกย่อยได้น้อยมาก ๆ นั่นน่าจะเป็นผลมาจากไม่มีเหตุการณ์ที่เราประทับใจบ่อยซักเท่าไหร่
เหตุการณ์ที่จำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเหตุการณ์ที่เราสนุกอยู่กับเพื่อน
รึว่านั่นแหละคือสิ่งที่เราได้จากมหาวิทยาลัย
เพื่อนที่ไม่อยากจะเล่าปัญหาให้เราฟัง เพราะว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
เพื่อนที่จะเรียกเราไปกินเหล้าเพราะเคยชินว่ายังไงเราก็ต้องไปร่วมวงด้วย(และเวลาเมาแล้วเป็นคนสนุก)

ดังนั้นตอนนี้ผมจึงควรที่จะเริ่มรักษาระยะห่างอีกครั้ง สินะ
ถึงเวลาดำเนินชีวิต ชีวิตใครชีวิตมัน

Thursday, December 10, 2009

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ

จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ชอบคุยคนเดียว คุยได้เป็นเรื่องเป็นราว
โตขึ้นมาหน่อยก็เก็บตัวอยู่ในห้องคุยกับตัวเอง อ่านหนังสือ ฟังเพลง เน้นว่าคนเดียว
โตขึ้นมาอีกนิดนิสัยคิด พูด กับตัวเองมันก็ติดมา เวลาทำอะไร ที่ไม่ค่อยใช้สมาธิเท่าไหร่ มักจะใช้เวลานั้นจินตนาการถึง เหตุการณ์ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ บางครั้งนั่งมอเตอร์ไซด์อยู่ก็สามารถคิดได้โดยที่ลืมไปว่านั่งมอเตอร์ไซด์อยู่

เหตุการณ์ที่ชอบคิดอย่างเช่นมีสาวสวย รวย หรู มาหลงรัก ด้วยเหตุการณ์ประหลาด ๆ(ส่วนใหญ่เหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นตอนที่แอบชอบใครสักคน)
แต่ส่วนใหญ่(อันบนล้อเล่น)จะเป็นเหตุการณ์ที่ได้สิ่งของที่อยากได้(ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีเงินซื้อ) โดยที่ก็ต้องมีเหตุการณ์แปลก ๆ ทำให้ได้มาเหมือนกัน

การทำอย่างนี้มันทำให้ช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้สมอง หรือสมาธินั้น มีความสุขขึ้นมาได้
อาจจะเป็นอันตรายกับสุขภาพจิตของตัวเอง หรือว่าเรื่องระบบความคิดต่าง ๆ อาจจะเพี้ยนไปได้
ถ้าเกิดว่าวันหนึ่งแยกไม่ออกว่าอันไหนเราคิดขึ้นมาเอง หรืออันไหนมันคือความจริง งานก็จะเข้าได้ง่าย ๆ

แต่ว่าเหตุการณ์(สมมติ ที่เกิดขึ้นจริง) มันก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้งในหัว

วันนี้ตอนอาบน้ำ ก็เลยคิดไปเล่น ๆ ว่าแม่ซื้อกล้องถ่ายรูปให้ เป็นรุ่นที่อยากได้พอดี
แต่ว่าก็ต้องทำเท่ห์ ตามความคิดว่า ถ้าทำงานแล้วก็ต้องห้ามขอเงินพ่อแม่
บอกไปเลยว่าไม่ต้องซื้อให้หรอก เดี๋ยวเก็บเงินซื้อเอง สามหมื่นกว่าบาทเอง เก็บเดือนละพัน สามสิบเดือนก็ได้แล้ว

คือว่าสมองมันคิดไปอย่างงั้นจริง ๆ
ก็เลยชุกคิดได้ว่า(แว๊บกลับมาคิดในแบบโลกความจริง) สามสิบเดือนที่คิดไปเมื่อกี้ ก็คือสองปีครึ่ง นานเหมือนกัน
เราคิดได้แค่ เก็บตังค์ซื้อกล้องถ่ายรูป ได้ตัวเดียว
สองปีครึ่งได้แค่กล้องถ่ายรูป

ความจริงสองปีครึ่งมันก็ได้อะไรเยอะอยู่เหมือนกัน

ความจริงปีครึ่งที่ผ่านมานี้เราก็เพิ่งจะมีสมบัติที่ได้มาจากนำพักน้ำแรงอยู่อย่างเดียวก็คือ โคมไฟ

จะไปเอาอะไรมากกับอนาคต

คิดเองเออเองก็มีความสุขดีแล้ว

Wednesday, December 9, 2009

ไม่มีอารมณ์

หลายครั้งเราต้องใช้อารมณ์ในการทำอะไรซักอย่าง ส่วนใหญ่เป็น
บางครั้งก็ต้องเก็บกดอารมณ์เอาไว้ ไม่ใช้มันให้พร่ำเพื่อ

บางทีก็อยากทำให้อารมณ์มันดีเข้าไว้จะได้มีความสุขกับชีวิต แต่ก็ไม่ทุกครั้ง
แต่ส่วนใหญ่แล้วมันจะไม่ค่อยดี เพราะว่าสันดานเป็นคนแบบนั้น

ใครจะรู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ตัวเองยังไม่รู้เลย

บางครั้งก็ปล่อย ๆ ไป ช่างหัวมัน(ถึงตอนนี้ก็ได้หลายกิโลแล้ว)
แต่บางครั้งมันก็ไม่อยากจะทน หมดอารมณ์ ใครอยากทำอะไรก็ทำไป

ผมไม่ใช่คนที่เรียบร้อยถ้าหากอยู่บ้านคนเดียว ถ้าอยู่กับแม่ก็จะโดนด่าอยู่เรื่อย ๆ
แต่แม่จะเฝ้าบอกผมอยู่เรื่อยว่าอย่าทำอย่างงี้ถ้าต้องไปอยู่กับญาติคนอื่น แล้วมันก็ได้ผลด้วย ผมเชื่อ และมันฝังอยู่ในหัวผม ผมเหมือนเป็นคนเรียบร้อยในสายตาคนอื่น
มีแต่แม่เท่านั้นที่รู้ว่าจริง ๆ แล้วผมเป็นคนอย่างไร
ผมเพียงแต่รักษาระยะห่างของคนแต่ละคนเอาไว้ รักษาไว้ด้วยความเกรงใจ ความเคารพ

ผมเคารพสิทธิของแต่ละคน และผมก็ไม่อยากให้ใครมาละเมิดสิทธิของผม แต่บางครั้งผมอาจจะไปละเมิดสิทธิของคนอื่นบ้าง แต่ก็เชื่อเถอะว่าผมไม่ได้ตั้งใจ

เพียงแต่ต้องการแสดงให้เห็นว่า กูยังอยู่ตรงนี้ กูยังอยากที่จะทำอะไรอยู่บ้าง อยู่ตรงนี้

เมื่อถึงเวลาที่ผมจะหมดความเกรงใจ ก็อย่ามาเกลียดกัน เพราะตอนนั้นผมก็จะไม่อยู่ให้เห็นหน้าแล้ว

Thursday, December 3, 2009

มึงเป็นคนทำ

1 - เฮ้ย ไอ้ตุ๊กแกตัวนี้มันน่าฆ่าทิ้งว่ะ มึงว่าปะ

2 - เออ กูก็ไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่ แต่ว่ากูไม่ได้กลัวมันนะ

1 - กูก็ไม่ได้กลัว แต่ว่ากูไม่อยากเข้าใกล้มัน เมิงเข้าไปฆ่ามันให้กูหน่อยดิ รกหูรกตาว่ะ

2 - อ้าว แล้วทำไมมึงไม่ไปฆ่ามันเองละ มึงก็ไม่ได้กลัวมันหนิ

1 - กูไม่อยากทำบาป ไอ้เกลียดก็เกลียดแหละ เกลียดมากเลยหละ

2 - กูไม่ได้เกลียดมันมากเท่ามึงนิ ทำไมกูจะต้องไปฆ่ามันด้วยวะ

1 - งั้นกูเลี้ยงเบียร์สามขวด มึงไปฆ่ามันเดี๋ยวนี้เลย กูจะออกไปซื้อเบียร์มารอ

2 - เออ ก็ได้วะ นี่กูต้องฆ่าสัตว์เพราะว่าอยากกินเบียร์หรอวะ

1 - โอเค กลับมากูต้องไม่เจอมันเสนอหน้าอยู่บนข้างฝาแล้วนะ

2 - เออ ๆ รีบไปให้ไวเลย

.
.
.
.

1 - เป็นไงวะ เรียบร้อย?

2 - เออ แม่งกว่าจะตาย กูต้องทุบจนหัวมันเละ

1 - เออดี ม่ะ กินเบียร์กัน

.
.
.
.

3 - เฮ้ย พวกมึงเห็นกุ๊กกา กูปะ

1 - ไม่เห็นว่ะ แล้วไอ้ตัวตุ๊กกานี่มันเป็นตัวยังไงวะ

3 - มันก็เหมือนกับตุ๊กแกน่ะแหละ ก็แค่มันแพงกว่า แล้วแฟนกูชอบ กูเลยซื้อมาเลี้ยงไว้ ว่าจะเอาไปให้เป็นของขวัญวันเกิด ตัวเป็นหมื่น สาด

1 - เฮ้ย แล้วบ้านเมิงมีตุ๊กแกปะวะ

3 - ไม่มีนะ กูเพิ่งซื้อไอ้ตัวตุ๊กกามาเมื่อวานนี้

1 - ฉิบหายละ ไอ้สองมันฆ่าทิ้งไปละ

2 - อ้าวสาด ไอ้หนึ่ง มึงเป็นคนบอกให้กูฆ่าเองนี่หว่า กูไม่ได้อยากจะฆ่ามันซะหน่อย

1 - แต่มึงกินเบียร์กูอะ มึงไม่ได้ฆ่าฟรี ๆ นี่หว่า

2 - อ้าวกูก็นึกว่าเพื่อนซื้อเบียร์มาให้กิน

.
.
.
.

Blog Archive