Wednesday, April 21, 2010

กับข้าวฝีมือแม่

ไม่ได้เขียน blog มานาน เอาซะหน่อย บรรยากาศมันเป็นใจ(ลมเย็น ๆ ณ ระเบียงตากผ้า)

อยู่ดี ๆ ผมก็คิดถึงแม่ คิดถึงแบบที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ผมไม่ค่อยอยากจะกลับบ้านเท่าไหร่(ในวันหยุด) คิดว่าตัวเองควรจะมีความเป็นอิสระ อยากจะอยู่ที่ใหนก็ได้ ใช้ชีวิตในแบบที่อยากเป็น ในแบบที่สังคมครอบครัวของคนไทยไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ อยากทำอะไรก็ทำ
แต่ผมมีแม่ที่เข้าใจผมนะ เค้าสามารถปล่อยผมไปใหนก็ได้(ถ้าผมเอ่ยปาก) บางครั้งก็สนับสนุนด้วยซ้ำ
แต่ผมก็ยังไปคิดอีกกว่ามันยังไม่พอ เพื่อนคนอื่นได้อิสระมากกว่าผมอีก ทำไมผมไม่ได้อิสระอย่างงั้นบ้าง

ผมอยู่กับแม่มาตลอด เพิ่งจะได้อยู่ห่างกันก็ตอนเรียนมหาวิทยาลัย
ตอนเรียนก็หาเรื่องไม่กลับบ้าน หากิจกรรมทำเรื่อยเปื่อย เพื่อให้มีเหตุผล เพื่อให้ไม่ต้องบอกแม่ว่าไม่อยากกลับบ้าน

แต่ถ้าได้กลับบ้านแล้วได้อยู่กับแม่ ผมก็จะนอน นอนแบบว่านอนจริงจังอะ นอนจนทำให้แม่เค้าโกรธ แต่ว่ารู้สึกดีนะ รู้สึกว่าเค้าดีใจที่เรากลับบ้าน แต่ว่าก็ต้องมาอารมณ์เสียในเรื่องเดิม ๆ มันจะเห็นก็ตอนที่เราจะกลับนั่นแหละ ว่าแม่เค้ารู้สึกยังไง

แม่จะว่าผมเสมอถ้าผมไปซื้อข้าวกินโดยที่บ้านตัวเองก็มีข้าวอยู่
แม่ผมชอบที่จะทำกับข้าวให้ผมกิน เพราะว่าแม่ผมมั่นใจว่าผมจะอิ่มและปลอดภัย และมันน่าจะเป็นสิ่งที่แม่ผมทำทิ้งไว้ให้ได้ถ้าแม่ผมต้องไม่อยู่กับผม
แม่ต้องเข้าเวร(แม่ผมเป็นผู้คุมเรือนจำหญิงไม่ใช่พยาบาล สัปดาห์ละสี่วันเป็นอย่างต่ำ แต่เดี๋ยวนี้น้อยลงแล้ว)

ผมใช้ชีวิตคนเดียวตั้งแต่ประถมสี่ ปั่นจักรยานไปโรงเรียนเอง นอนคนเดียว หุงข้าวกินเอง ซักผ้า รีดผ้าเอง
แต่ว่าก็จะมีอย่างหนึ่งที่เชื่อมระหว่างผมกับแม่เวลาที่แม่ไม่อยู่บ้าน มันคือกับข้าวที่แม่ผมทำทิ้งไว้ให้กิน(แต่ยังไงก็ต้องหุงข้าวเอง)
ถ้าต้องเข้าเวรติดต่อกันหลายวัน แม่ก็จะทำกับข้าวที่ทำทีเดียวแล้วกินได้นาน ๆ

เดี๋ยวนี้แม่ทำกับข้าวไม่อร่อยเหมือนเดิมแล้ว เพราะว่าไม่ค่อยได้ทำ เนื่องจากไม่รู้จะทำให้ใครกิน(จะมีใครนอกจากผม)

กับข้าวฝีมือแม่ มันคือรสชาติของครอบครัวนะ ผมคิดอย่างงั้น

3 comments:

  1. อาหารที่แม่ทำมักจะอร่อยสุดๆ
    เป็นรสชาติที่จะอยู่ในความทรงจำได้นาน
    อาหารจะดึงออกจากตู้กับข้าว
    แล้วเอามาละเลียดชิมอิ่มอร่อยเมื่อไหร่ก็ได้

    อร่อยไม่ใช่แค่ที่ลิ้นนะ

    ReplyDelete
  2. อ่าวแล้ว
    คิดถึงแม่ T_T

    ReplyDelete
  3. สาส์นสำคัญของ post นี้อยู่ที่สองบรรทัดสุดท้าย เหมือนจะซึ้ง แต่มันเศร้า หากมองย้อน

    ReplyDelete

Blog Archive