Thursday, August 19, 2010

ไอ้พวกนี้คิดไม่ได้หรอก

คืนนี้ผมได้ทำผิดศีลข้อ 5 ไปแล้ว หลังจากที่พยายามรักษามาเกือบจะครบหนึ่งเดือน

เพราะความอยากของตัวเอง จึงปั่นจักรยานไปที่ร้านนั่งกิน ร้านหนึ่งใกล้ ๆ ที่พัก

เหตุการณ์ไม่มีอะไรมาก ก็เป็นการนั่งดื่มนั่งกินกันไปเรื่อย ๆ ตามประสาพี่น้องที่ผมนั้นก็คุ้นชินอยู่แล้ว

จนเมื่อถึงเวลาที่สมควรจะกลับไปนอนกันได้แล้ว อันจะเนื่องมาจากเหตุผลใดก็ตาม

ณ เวลานั้นก็มีพระเอกรูปงาม จะเรียกว่าของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เพราะว่าแม้แต่ผมก็รู้จักเค้า ทั้ง ๆ ที่ผมก็ไม่ค่อยได้ดูละครทางฟรีทีวีมากเท่าไหร่(จะเรียกว่าไม่ได้ดูเลยก็ว่าได้เหมือนกัน) เข้ามานั่งที่ร้าน แล้วเห็นเหตุการณ์ที่ผมกำลังกระทำอยู่ เอ่ยขึ้นมาว่าร้านนั่งกินแห่งนี้มีเกมชนิดหนึ่งอยู่(ซึ่งจุดเริ่มต้นของเกมชนิดนี้มีกระดาษมีค่าสีม่วงลอยอยู่ในแก้วสองใบตั้งประกบกันและในนั้นมีน้ำอยู่เต็ม) ซึ่งใครก็ตามที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เค้า(หมายถึงตัวพระเอกรูปงามคนนั้น)จะเลี้ยงเหล้าที่เราชอบหนึ่งขวด(ในที่นี้ของผมคือแสงโสม)

ผมยืนคิดอยู่ชั่วครู่ แล้วก็รู้ว่าเวลาเท่านี้ไม่พอที่จะคิดแก้ไขปัญหาที่อยู่ตรงหน้าได้ เลยตอบติดตลกไปว่า "เดี๋ยวผมไป search google ดูก่อนละกัน" พร้อมทั้งลากเพื่อนกลับไปขึ้นแท๊กซี่กลับมานอนก่อนที่จะเลยเวลานอนเพื่อที่จะตื่นให้ทันภารกิจประจำวัน

ผมดันลืมไปว่าผมปั่นจักรยานมาเอง เลยต้องลงจากแท๊กซี่แล้วกลับไปที่ร้านนั้นเพื่อไปเอาจักรยานมาจอดยังที่ ที่มันควรจอด(จักรยานของคนอื่นอีกต่างหาก)

จังหวะที่ผมเข้าไปเอาจักรยานนั้น ผมก็ได้ยินประโยคหนึ่งจากปากของพระเอกรูปงามว่า "ไอ้พวกนี้คิดไม่ได้หรอก เพื่อนกูคิดได้แปปเดียวเอง"

ผมโกรธ

ผมคิด

ผมปั่นจักรยาน

ปั่นกลับที่พักโดยที่ฟ้าก็ช่างเป็นใจเหลือเกิน ฝนช่างตกมาได้ถูกจังหวะเสียเหลือเกิน แถมยังตกหนักมากด้วย เหมือนเป็นการตอกย้ำว่า "หน้าอย่างมึงก็สมควรต้องจบลงอย่างนี้แหละไอ้หน้าเหียก"

ผมคิดวิธีแก้ปัญหาได้ขึ้นมาหนึ่งวิธี ตัดสินใจหยุดรถเพื่อที่จะกลับไปตอบปัญหานี้ เพื่อที่จะรักษาเกียรติย์ของผมเอง
แต่ผมได้แต่หยุดรถ(ตากฝนอีกต่างหาก)เฉย ๆ แล้วก็คิดได้ว่าคำตอบนี้มันอาจจะไม่ถูกก็ได้ เพราะว่าคนที่คิดปัญหาเค้าก็ต้องมีกฏของเค้าเอง คำตอบของเราอาจจะไม่ถูกต้องเสมอไปก็ได้

แล้วผมก็คิดได้ว่า ถ้าคน ๆ นั้นไม่ใช่พระเอกรูปงาม แต่ว่าเป็นขี้เมาประจำร้านคนอื่น ๆ ผมจะเอาปัญหานี้มาคิดให้สุขภาพจิตเสียเช่นนี้รึเปล่า

คำตอบคือไม่

ไม่เลย

ปากเราก็พูดแต่ว่าตัวเราไม่มองคนที่หน้าตาและชื่อเสียง(ง่าย ๆ ก็คือไม่บ้าดารา) เราจะมองเพียงแค่จิตใจ และการกระทำ แต่ว่าเราไม่ได้เป็นอย่างงั้นเลย

เอาง่าย ๆ แค่มองตัวเองนี่แหละ

เสื้อผ้า ทรงผม หน้าตา รูปร่าง เราก็ยังคงพยายามให้มันเป็นไปตามที่คนในสังคมส่วนใหญ่กำลังนิยมกัน

ถุยยยยย!!!!

ผมว่าปัญญาของผมพอที่จะตอบโจทย์ข้อนั้นได้นะ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ปล. ถ้าเพื่อนผมเจอพี่เค้าที่ร้านนี้อีกของให้บอกผมด้วย ผมจะขอลองไปพิสูจน์คำตอบของตัวเองว่าถูกรึเปล่า แต่ไม่ได้ด้วยความแค้นจากคำพูดของพระเอกรูปงามที่เมานิด ๆ(หรือเปล่าไม่แน่ใจ) แต่มันจะเป็นการตอบคำถามที่มีแต่ความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็ก ๆ เท่านั้น ผมจะพยายาม

ปล2. อาจจะเพราะความเย็นของน้ำฝนที่ทำให้จิตใจมันเย็นจนสงบได้รวดเร็ว?? หรือว่าผมปอด??

Wednesday, August 18, 2010

ใบประชาชน

เนื่องจากบัตรประชาชนหายอีกแล้ว เป็นครั้งที่สองในรอบหนึ่งปี

เลยต้องไปทำใหม่อีก คราวนี้ต้องทำนอกเขตพื้นที่

ก่อนที่จะทำบัตร ถ้าไม่ได้เอาทะเบียนบ้านมา ก็ต้องคัดสำเนาทะเบียนบ้านก่อน ผมใช้ passport เป็นหลักฐานว่าผมเป็นคนไทยแน่นอน และเสียค่าธรรมเนียม 10 บาท

คัดสำเนาทะเบียนบ้านเสร็จก็ต้องมากรอกข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ที่อยู่ ชื่อพ่อชื่อแม่ แล้วก็ไปถ่ายรูป

จากนั้นก็จะได้กระดาษ A4 สีเหลืองบาง ๆ มีรูปเราติดอยุ่ มาหนึ่งใบ

เสียค่าธรรมเนียมอีก 20 บาท พร้อมกับรับฟังคำอธิบายว่าให้มีรับบัตรตัวจริงวันที่ 18 ธันวาคม 2553

หา!!!! ธันวาคม 2553 นั่นมันปีหน้าเลยนี่หว่า(ด้วยความโง่ ตอนนั้นคิดอย่างงั้นจริง ๆ) แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ปีหน้าก็ปีหน้า

เดินผ่านปฏิทิน เหลือบไปมองก็จะเห็นว่าปีนี้มันปี 2553 ไม่ใช่ 2552 เหมือนในนาฬิกาโทรศัพท์มือถือ

แล้วไอ้ที่กรอกข้อมูลไปล่ะ เรากรอกปีใหนไปหว่า อนุมานว่ามันเป็น 2553 ก็แล้วกันเพราะว่าไม่เห็นเจ้าหน้าที่เค้าทัก

ไม่เป็นไร ธันวาคม 2553 อีกไม่กี่เดือนเอง ยังไงตอนนี้เราก็ไม่ใช่คนเถื่อนแล้ว รอได้ ไม่รีบ

หลังจากได้ใบประชาชนแล้ว ก็ไปทำบัตรประกันสังคมต่อ ที่สำนักงานประกันสังคม ข้าง ๆ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน

เขียนใบคำร้องว่าขอทำบัตรใหม่ เพราะว่าบัตรเก่าหาย

ยื่นให้เจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่บอกว่า นั่งรอสักครู่ เดี๋ยวปริ้นบัตรมาให้ค่ะ

เรียบร้อยแล้วค่ะ

เสร็จแล้ว

Blog Archive