จบไปแล้วกับสัปดาห์แห่งการกลับไปสู่ถิ่นเดิมของผม อดีตนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ถิ่นที่ผมเคยเดินไปใหนมาใหนอย่างภาคภูมิ ถิ่นที่ยังคงเหมือนเป็นบ้านหลังที่สาม หรือที่สี่ (อันนี้ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าหลังใหนจะนับเป็นบ้านที่แท้จริง เพราะว่าเปลี่ยนมาเยอะเหลือเกิน)
รู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เพียงแต่ว่าเพื่อน ๆ อยู่กันไม่ครบ และเวลาเข้าร้านเหล้า ไม่สามารถเดินไปชนแก้วกับโต๊ะข้าง ๆ ได้เหมือนเมื่อก่อน(ทะลึ่งไปรับช้าเอง)
เป็นสัปดาห์ที่เหนื่อยเหมือนกัน ตารางเวลาจะเป็นแปดโมงเช้า ไปซ้อมรับปริญญา จนถึงหนึ่งทุ่มก็ไปนั่งก่งก๊ง กับเพื่อน ๆ กว่าจะได้นอนก็ตีสองตีสาม(เป็นเวลาสามวันติด ๆ)
อยากจะหลับตอนที่ซ้อมก็หลับไม่ลง เพราะว่าที่นั่งทรมานมากมาย หลังก็ยังปวดอยู่ ได้นั่งงอหลังทั้งวันแบบนี้ไม่ค่อยดีแน่
"ได้เจอคนที่อยากจะเจออีกซักครั้ง(ครั้งสุดท้ายก็ยังดี) อยากจะเข้าไปคุย อยากจะทำอะไรในสิ่งที่เราไม่ได้ทำตอนที่เราเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ก็ได้เพียงแค่เดินสวนกัน เค้ามองไม่เห็นเราด้วยซ้ำ"
ในวันรับจริง ผมมีความคิดว่า น่าจะรู้สึกแบบว่า "ขนลุก"
ในวินาทีที่ยื่นมือออกไปพระราชทานรับปริญญาบัตร มีแต่ความคิดที่ว่าอย่าลืมเอางาน ต้องเดินถอยหลังให้เร็ว ถอยเสร็จแล้วอย่าลืมทำความเคารพ ต้องหมุนตัวไปทางใหน
สุดท้ายก็ลงมาจากเวทีได้โดยสวัสดิภาพ และอย่าลืมแนบปริญญาบัตรไว้กับตัวด้วย
เมื่อเสร็จสิ้นพิธี ทุกคนที่นั่งรอเวลาปล่อยตัวอยู่ก็ตะโกนดีใจกันถ้วนหน้า
ผมเชื่อเลยว่า เป็นความดีใจที่จะได้กลับซักที
คืนหนึ่งในตอนที่นั่งดื่มกัน หลังจากรับจริงไปแล้ว เพื่อน(ที่รับไปเมื่อปีที่แล้ว)ทิ้งท้ายด้วยคำถามที่ว่า รู้สึกภูมิใจรึเปล่าวะ??
สำหรับผมคงมีเพียงคำตอบเดียวสำหรับคำถามนี้ คือ ไม่ว่ะ
ใช่ ถูกต้อง ไม่มีเลยจริง ๆ ไม่เหลือเลยจริง ๆ เทียบไม่ได้กับตอนที่สอบเข้ามาเรียนเลย
แสดงว่าเราใช้เวลาในการอยู่ในมหาวิทยาลัยไม่ถูกต้องแน่ ๆ เพราะว่าเราไม่ได้ภูมิใจในสิ่งที่ผ่านมาเลยสักนิด
อีกหนึ่งเหตุผลที่ตอกย้ำว่าเราใช้เวลาผ่านเลยไปสี่ปีเต็ม ๆ อย่างไม่ค่อยจะมีความหมายคือ เราจำรายละเอียดปลีกย่อยได้น้อยมาก ๆ นั่นน่าจะเป็นผลมาจากไม่มีเหตุการณ์ที่เราประทับใจบ่อยซักเท่าไหร่
เหตุการณ์ที่จำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเหตุการณ์ที่เราสนุกอยู่กับเพื่อน
รึว่านั่นแหละคือสิ่งที่เราได้จากมหาวิทยาลัย
เพื่อนที่ไม่อยากจะเล่าปัญหาให้เราฟัง เพราะว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
เพื่อนที่จะเรียกเราไปกินเหล้าเพราะเคยชินว่ายังไงเราก็ต้องไปร่วมวงด้วย(และเวลาเมาแล้วเป็นคนสนุก)
ดังนั้นตอนนี้ผมจึงควรที่จะเริ่มรักษาระยะห่างอีกครั้ง สินะ
ถึงเวลาดำเนินชีวิต ชีวิตใครชีวิตมัน
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
มึงต้องไปเขียนหนังสือหวะ กูจะขอลายเซ็นด้วย
ReplyDeleteกลับมาอ่านดูอีกที ไอ้เรื่องนี้มันไม่มีประเด็นเลยนี่หว่า มีแต่อารมณ์
ReplyDelete